สองทศวรรษการเมืองไทยเปลี่ยนขั้วอำนาจหลายครั้ง จากประชานิยมสู่เครือข่ายบ้านใหญ่ แต่คำถามสำคัญคือ ใครได้ประโยชน์จากอำนาจรัฐ และประชาชนยังต้องแบกรับภาระอะไรบ้าง

ตลอดกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยผ่านทั้งการเลือกตั้ง รัฐประหาร และการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ยุค “ระบอบทักษิณ” ระหว่างปี 2544–2549 สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยนโยบายที่เข้าถึงประชาชน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และ OTOP ทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าการเลือกตั้งส่งผลต่อชีวิตจริง แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญข้อครหาเรื่องการรวมศูนย์อำนาจ ผลประโยชน์ทับซ้อน และการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่วิกฤตและรัฐประหารในเวลาต่อมา
ขณะที่การผงาดของค่ายการเมืองสีน้ำเงิน โดยเฉพาะเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ สะท้อนการเมืองแบบปฏิบัตินิยม เน้นการต่อรองและสร้างพันธมิตรทางอำนาจมากกว่าอุดมการณ์ตายตัว จุดแข็งคือความสามารถในการรวบรวมเครือข่ายและประคองเสียงทางการเมือง รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ที่มีฐานอำนาจสนับสนุน แต่ข้อกังวลคือการจัดสรรตำแหน่งและงบประมาณเพื่อรักษาฐานอำนาจ ตลอดจนความเสี่ยงที่อำนาจตัดสินใจจะกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มการเมืองและทุน ขณะเดียวกัน ปัญหาทุจริตยังเป็นโจทย์ใหญ่ ทั้งกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นปี 2568 ซึ่ง ป.ป.ช. พบหลักฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนและเรียกรับเงิน และคดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ซึ่ง กกต. มีมติส่งผู้ถูกกล่าวหา 77 รายดำเนินคดีต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยยังต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
ด้านเศรษฐกิจ ประชาชนยังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ แม้ภาคธุรกิจเทคโนโลยี การลงทุน Data Center และการส่งออกบางกลุ่มจะได้รับแรงหนุน แต่การเติบโตยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง โดย IMF ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตประมาณ 1.9% ขณะที่ ADB ประเมินไว้ 1.8% สะท้อนข้อจำกัดด้านผลิตภาพและโครงสร้างเศรษฐกิจ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นการเมืองยุคทักษิณหรือค่ายสีน้ำเงิน ผู้ที่ได้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องอาจเป็นกลุ่มทุนและเครือข่ายที่เข้าถึงอำนาจรัฐ ส่วนประชาชนยังรอคำตอบเรื่องการปฏิรูประบบราชการ ลดความเหลื่อมล้ำ และปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง คำถามจึงไม่ใช่เพียงใครครองอำนาจ แต่คืออำนาจนั้นสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด