
ประชาชนในพื้นที่ส่งเรื่องร้องเรียนถึง เพจข่าวท้องถิ่น พร้อมภาพร้านปาโป่งตั้งอยู่ภายในงานสมโภชหลวงพ่อบึงสามพัน ซึ่งจัดบนพื้นที่ของหน่วยงานรัฐ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดกิจกรรมที่เข้าข่ายการพนันจึงถูกตั้งอยู่ในงานรัฐจัด ทั้งที่กฎหมายระบุข้อห้ามไว้อย่างชัดเจน
ผู้ร้องเรียนสะท้อนว่า
“บางจังหวัดจับ บางจังหวัดปล่อย คนค้าขายก็ไม่รู้ว่าที่ไหนอนุญาต ที่ไหนห้าม กฎหมายควรใช้เหมือนกันทั้งประเทศ ไม่ใช่แล้วแต่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่แต่ละพื้นที่”
นักกฎหมายชี้โทษชัด ไม่มีข้อยกเว้นแม้จะเป็นงานวัด
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคิดเห็นจากนักกฎหมายอิสระในพื้นที่ ซึ่งให้ความเห็นว่า
กิจกรรมปาโป่ง ปาเป้า ยิงตุ๊กตา ถือเป็นการพนันตามบัญชี ข. ของ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 อย่างชัดเจน
โดยนักกฎหมายอธิบายว่า
“ไม่ว่าการพนันจะมีของรางวัลเป็นตุ๊กตา แก้วน้ำ หรือของใช้ ไม่ใช่เงินสด ก็ยังถือว่าเป็นการพนัน เพราะผู้เล่นต้องใช้เงินเพื่อเสี่ยงทายแลกผลตอบแทนตามดวงหรือทักษะ ซึ่งตรงตามองค์ประกอบของกฎหมายการพนันทุกประการ”
ตามกฎหมายระบุว่า
- ผู้จัดที่ไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุก 3 เดือน 3 ปี หรือปรับ 500–5,000 บาท
- ผู้เล่นเองก็มีความผิดหากเข้าเล่นการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต
- และห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าร่วมโดยเด็ดขาด
นักกฎหมายยังพูดชัดเจนว่า
“แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดูเป็นสีสันงาน แต่เมื่อกฎหมายเขียนไว้แบบนี้ เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิ์ตีความให้ยกเว้นตามอำเภอใจ”
งานรัฐจัดควรเป็นพื้นที่ปลอดอบายมุข นักกฎหมายถามกลับ: “รัฐควรเป็นแบบอย่างหรือไม่?”
นักกฎหมายตั้งข้อสังเกตเรื่อง “ความเหมาะสม” ว่า การจัดงานโดยหน่วยงานรัฐควรเป็นพื้นที่ปลอดอบายมุข และต้องเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเด็กและเยาวชน
“เมื่อพื้นที่จัดงานอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐ การนำกิจกรรมเสี่ยงโชคเข้ามาตั้งจึงเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เพราะรัฐเองควรเป็นผู้สร้างมาตรฐาน ไม่ใช่ผู้ทำให้กฎหมายพร่าเลือน”
นักกฎหมายยังระบุว่า ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายแบบ “เลือกปฏิบัติ” นั้น เป็นจุดอ่อนสำคัญของกฎหมายไทย
เพราะทำให้ผู้ประกอบการบางรายถูกจับ บางรายถูกอนุญาต ทั้งที่ทำกิจกรรมแบบเดียวกัน
“สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่การไล่จับทุกเต็นท์ปาโป่ง แต่ต้องการความชัดเจนว่า เล่นได้หรือเล่นไม่ได้ และถ้าอนุญาต ต้องมีมาตรฐานเดียวกันทุกจังหวัด ไม่ใช่แล้วแต่ใครเซ็น”
เสียงท้ายสุดจากชาวบ้าน อยากให้รัฐตอบ ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน



