วันศุกร์, 6 มีนาคม 2569
/home2/cp449816/public_html/phetchabun.online/wp-content/themes/smartvariety_1.0.7/template-parts/search-form-xs.php on line 7
" placeholder="ค้นหา">

กองทุนหมู่บ้าน  เมื่อ “เงินล้าน” กลายเป็น “โจทย์เลข” ที่แก้ไม่ตกในวงเหล้า

หากจะพูดถึงนโยบายที่ได้รับความนิยมที่สุดในระดับรากหญ้า ชื่อของ “กองทุนหมู่บ้าน” จะต้องติดอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่ายที่สุด… หรือจริงๆ แล้วมันคือ “กระเป๋าตังค์สำรองของชุมชน” กันแน่?

1. ความหวังล้านบาท หรือ ความหวังลวงตา?

รัฐบาลส่ง “เงินล้าน” ลงมาให้ แต่เมื่อถึงมือคณะกรรมการหมู่บ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นมักไม่ใช่การตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนระดับมืออาชีพ แต่มันคือ “งานวัดทางการเงิน” ที่ใครมีเสียงดัง ใครมีบารมี หรือใครเป็นญาติกรรมการ ก็มักจะได้มีสิทธิ์เข้าถึงเงินก่อนใคร ส่วนคนที่มีโครงการธุรกิจจริงๆ หรือคนที่ขยันทำมาหากิน แต่อยู่คนละขั้วการเมืองในหมู่บ้าน อาจจะต้องรอไปก่อน (หรือรอไปเรื่อยๆ)

2. ศิลปะแห่งการ “กู้ชิ่ง” (Debt Rotation)

ถ้าคุณเคยได้ยินคำว่า “กู้ชิ่ง” คุณจะรู้ว่ามันคือวิชาตัวเบาทางการเงินชั้นสูง ไม่ใช่การกู้เพื่อไปขยายกิจการหรอกครับ แต่มันคือการ “ปั่นหนี้” เอาเงินก้อนใหม่ไปโปะดอกเบี้ยก้อนเก่า หรือบางทีก็เอาไปปิดบัญชีรายปีเพื่อให้ดูเหมือนว่าตัวเองมี “วินัยทางการเงิน”

มันกลายเป็นวงจรที่น่าเวียนหัว เมื่อทุกคนต่างรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีใครเอาเงินไปลงทุนจริงๆ หรอก ส่วนใหญ่ก็เอาไปใช้จ่ายจิปาถะ หรือไม่ก็เอาไปช่วย “ลูกหลาน” ที่รอแบมือขอเงิน

3. “คนค้ำ” คือผู้โชคร้ายที่แท้จริง

ในโลกของกองทุนหมู่บ้าน การกู้เงินไม่ได้วัดกันที่แผนธุรกิจหรือความสามารถในการชำระหนี้ แต่วัดกันที่ “คุณสามารถหาคนมาค้ำประกันได้กี่คน” ลองจินตนาการถึงความสัมพันธ์ในหมู่บ้านดูนะครับ: คุณต้องเดินไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้าน เพื่อขอให้เขามาเซ็นชื่อค้ำประกันให้ โดยที่ลึกๆ เขาก็รู้ว่าคุณน่ะ “เสียว” (ในเชิงการเงิน) แค่ไหน แต่ด้วยความเป็นญาติพี่น้อง หรือเกรงใจกันไปเกรงใจกันมา สุดท้ายก็ต้องเซ็น… แล้ววันหนึ่งเมื่อคุณเบี้ยวหนี้ ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นก็จบลงพร้อมกับหนี้ที่เพื่อนบ้านต้องแบกรับแทน

4. เมื่อ “คณะกรรมการ” คือ “ผู้พิทักษ์เงิน” (หรือผู้ดูแลกันเอง?)

กรรมการกองทุนหมู่บ้าน ไม่ได้ทำงานในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่ทำงานในวงเหล้า งานบุญ หรือหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน การอนุมัติเงินกู้จึงมักจะมีความ “หยวนๆ” กันสูงมาก

  • “พี่… รอบนี้ขอสักหน่อยนะ เดี๋ยวสิ้นปีจะคืนให้”
  • “เออๆ เห็นแก่หน้ากันนะ เดี๋ยวจัดให้”

การบริหารงานแบบ “พี่น้อง” นี้แหละครับ ที่เป็นจุดอ่อนที่สุด เพราะพอถึงเวลาที่ต้องตามหนี้จริงๆ ความเป็นพี่เป็นน้องจะกลับกลายเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้การทวงหนี้ทำไม่ได้จริง จนกองทุนส่วนใหญ่จบลงที่ “หนี้เสีย” (NPL) ก้อนโตที่กองทิ้งไว้เป็นอนุสาวรีย์แห่งความเกรงใจ

บทสรุป: ฝันร้ายที่ต้องตื่น

กองทุนหมู่บ้านอาจจะเริ่มจากเจตนาที่ดีในการกระจายโอกาส แต่เมื่อมันถูกบริหารด้วยระบบความเกรงใจและขาดความเป็นมืออาชีพ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ “เงินหมุนที่ค่อยๆ แข็งตัว” จนกลายเป็นหิน

ถ้าเรายังเปลี่ยนกองทุนหมู่บ้านให้เป็น “สถาบันการเงินของชุมชน” ที่แยกเรื่องความเกรงใจออกจากตัวเลขไม่ได้ กองทุนหมู่บ้านก็จะเป็นเพียงแค่สถานที่พักเงินชั่วคราว ก่อนที่จะหายไปกับสายลมของระบบ “กู้ชิ่ง” อย่างไม่มีวันกลับคืน